ชิปเม้นท์

1 ชิปเม้นท์ (Shipment) มีกี่ตู้? สรุปวิธีนับและศัพท์ขนส่งที่ต้องรู้

คำว่า ชิปเม้นท์ (Shipment) หรือที่ภาษาไทยมักเรียกทับศัพท์ว่า ใบขนสินค้า หรืองวดการส่งสินค้านั้น ไม่มีการกำหนดตายตัวว่า 1 การจัดส่งต้องมีกี่ตู้คอนเทนเนอร์ครับ มันสามารถเป็นไปได้ตั้งแต่ไม่มีตู้เลย (สินค้าชิ้นเล็ก) ไปจนถึงมีเป็นร้อยตู้ในรอบการจัดส่งเดียว

โดยคำว่า “ชิปเม้นท์” จะนับจาก เอกสารและเงื่อนไขการขนส่ง เป็นหลัก วันนี้เราจะมาสรุปวิธีนับและทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ง่ายที่สุด เพื่อให้การทำงานในธุรกิจโลจิสติกส์ของคุณราบรื่นครับ

วิธีนับ 1 ชิปเม้นท์ เขาดูกันตรงไหน?

หลักการจำง่ายๆ คือ 1 ชิปเม้นท์ = สินค้าที่วิ่งมาภายใต้เอกสารขนส่งชุดเดียวกัน จากผู้ขายคนเดียว ไปหาผู้ซื้อคนเดียว ในเที่ยวการขนส่งนั้นๆ

โดยส่วนใหญ่ในทางปฏิบัติ จะยึดจากเอกสารสำคัญที่ชื่อว่า B/L (Bill of Lading – ใบตราส่งสินค้าทางเรือ) หรือ AWB (Air Waybill – ใบตราส่งสินค้าทางอากาศ) เป็นหลัก
นั่นหมายความว่า ถ้ามี B/L 1 ใบ = 1 ชิปเม้นท์ โดยใน B/L ใบนั้น จะระบุว่ามีสินค้ากี่ตู้ หรือกี่แพ็กเกจรวมอยู่ด้านใน

แล้ว 1 ชิปเม้นท์ มีได้กี่ตู้? (แบ่งตามรูปแบบการขนส่ง)

ปริมาณสินค้าใน 1 รอบการจัดส่ง จะถูกแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลักๆ ตามขนาดและน้ำหนัก ดังนี้ครับ:

1. แบบ FCL (Full Container Load) – ตู้คอนเทนเนอร์เต็มตู้

คือ สินค้าในตู้นั้นเป็นของผู้ซื้อรายเดียวทั้งหมด:

  • 1 การจัดส่ง : 1 ตู้ (เช่น สั่งซื้อเครื่องจักรบรรจุเต็มตู้ 20 ฟุตพอดี)
  • 1 การจัดส่ง : หลายตู้ (Multi-Containers) (เช่น โรงงานสั่งซื้อวัตถุดิบสารเคมีล็อตใหญ่จากต่างประเทศ วิ่งมาพร้อมกันในเรือลำเดียวกัน เอกสาร B/L ใบเดียว แต่ข้างในระบุว่ามีตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมด 5 ตู้ หรือ 10 ตู้)

2. แบบ LCL (Less than Container Load) – ตู้คอนเทนเนอร์รวม

คือ สินค้าของเรามีปริมาณน้อย ไม่พอที่จะเหมาตู้ บริษัทขนส่ง (Freight Forwarder) จึงนำสินค้าของเราไปวางแชร์พื้นที่ในตู้ร่วมกับสินค้าของเจ้าอื่น

  • 1 การจัดส่ง : ไม่ถึง 1 ตู้ (มีขนาดเป็นกิโลกรัม หรือเป็นลูกบาศก์เมตร (CBM) เช่น ส่งรองเท้ามาแค่ 3 กล่องใหญ่ แพ็กรวมมาในตู้สินค้ากับคนอื่น)

3. แบบ Bulk หรือ Air Freight – สินค้าเทกอง หรือ ขนส่งทางอากาศ

  • ทางอากาศ (Air Freight): มักจะนับเป็นกล่อง พาเลท (Pallet) หรือน้ำหนักรวม ไม่ได้ใส่ตู้คอนเทนเนอร์แบบเรือ แต่เอกสาร AWB 1 ใบ ก็นับเป็นการส่ง 1 รอบ
  • เรือเทกอง (Bulk Cargo): เช่น การนำเข้าถ่านหิน ข้าวสาร ถั่วเหลือง ล็อตใหญ่ๆ ที่เทลงท้องเรือเลย ไม่มีตู้คอนเทนเนอร์ เอกสาร B/L 1 ใบ ก็คือการส่งล็อตใหญ่ 1 รอบเช่นกัน

ตัวอย่างการนับ ชิปเม้นท์ ให้เห็นภาพชัดเจน

  • กรณีที่ 1: สั่งผ้าห่ม 20 กล่อง ส่งแชร์ตู้มากับคนอื่น (LCL) เอกสารมา 1 ชุด = 1 ชิปเม้นท์ (0 ตู้)
  • กรณีที่ 2: สั่งยางรถยนต์เต็มตู้ 1 ตู้ (FCL) เอกสารมา 1 ชุด = 1 ชิปเม้นท์ (1 ตู้)
  • กรณีที่ 3: สั่งกระเบื้องปูพื้นล็อตใหญ่ เอกสารมา 1 ชุด แต่ใส่มาทั้งหมด 5 ตู้คอนเทนเนอร์ = 1 ชิปเม้นท์ (5 ตู้)

ดังนั้น เวลาคุยงานในสายโลจิสติกส์ ถ้าอยากรู้จำนวนตู้ที่ชัดเจน เราจะไม่ถามว่าการจัดส่งนี้ใหญ่ไหม แต่จะถามตรงๆ เลยว่า “งานนี้มีกี่ตู้ (How many containers?)” หรือ เป็นตู้ประเภทไหน (20 ฟุต หรือ 40 ฟุต) ครับ


บริหารจัดการทุกเอกสารขนส่งให้เป๊ะ ด้วย TTMoC ERP

ไม่ว่างานขนส่งของคุณจะเป็นแบบ FCL, LCL หรืองานที่มีเอกสารหลายชุด การติดตามสถานะและทำบัญชีอาจกลายเป็นเรื่องยุ่งยากได้ การนำ ระบบ TMS (Transport Management System) เข้ามาใช้ จะช่วยลดความสับสนนี้ได้ทันที

ระบบจัดการขนส่ง ของ TTMoC ถูกออกแบบมาให้รองรับการจัดคิวและออกบิลตามหมายเลข B/L หรือรหัสงาน (Job Number) ช่วยให้ฝ่ายหน้าลานและฝ่ายบัญชีทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกัน ไม่มีพลาดทุกรอบการจัดส่ง

จัดการเอกสารขนส่งง่ายขึ้น ลดเวลาทำงานซ้ำซ้อน
ทดลองใช้ ระบบบริหารจัดการขนส่ง TTMoC ฟรี!

Similar Posts

  • วิธีบริหารความปลอดภัยรถขนส่ง ลดอุบัติเหตุ และจัดการประวัติคนขับรถ

    TTMoC หน้าหลัก ฟีเจอร์เด่น แพ็กเกจราคา ติดต่อเรา บทความ เข้าสู่ระบบ ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจโลจิสติกส์สูงขึ้น การ บริหารความปลอดภัยการขนส่ง กลายเป็นดัชนีชี้วัดความน่าเชื่อถือของบริษัทโลจิสติกส์ เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผลกระทบที่ตามมามักรุนแรงและกินขอบเขตกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สินของบริษัทและคู่กรณี หรือแม้แต่ความมั่นใจของลูกค้าที่สั่งสมมานานปี การมีระบบจัดการที่มีมาตรฐานจึงช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้มหาศาล การดูแลความปลอดภัยไม่ใช่แค่เรื่องของการทำประกันภัยชั้น 1 เท่านั้น แต่คือการสร้าง “วัฒนธรรมความปลอดภัย” (Safety Culture) ภายในองค์กร โดยอาศัยเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยติดตามพฤติกรรมพนักงานอย่างใกล้ชิด วันนี้เราจะมาดูวิธีสร้างมาตรฐานเพื่อดูแลฟลีทรถของคุณกันครับ ทำไมการ บริหารความปลอดภัยการขนส่ง ถึงมีความสำคัญสูงสุด? การที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุ แต่ยังช่วยลดต้นทุนแฝง (Hidden Costs) ได้อย่างมหาศาล เช่น ค่าซ่อมบำรุงรถที่พังก่อนกำหนด ค่าเสียเวลาเมื่อรถไม่สามารถวิ่งงานได้ และค่าเบี้ยประกันภัยที่จะพุ่งสูงขึ้นในปีถัดไปหากมีประวัติการเคลมบ่อยครั้ง นอกจากนี้ ลูกค้ารายใหญ่ในปัจจุบันมักจะขอดูมาตรฐานความปลอดภัยก่อนตัดสินใจว่าจ้างรถร่วมอีกด้วย การบริหารกระแสเงินสดภาพรวมก็มีส่วนสำคัญ ผู้บริหารควรดูสรุปผ่าน Dashboard ธุรกิจขนส่ง เป็นประจำได้ตลอดเวลา 3 ปัจจัยหลักที่ต้องคุมเพื่อลดความเสี่ยง จากการเก็บสถิติพบว่า กว่า 90% ของอุบัติเหตุบนท้องถนน มักมาจากปัจจัยที่เราสามารถวางแผนป้องกันได้หากมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน: พฤติกรรมคนขับ…

  • ห่วงโซ่อุปทานโลจิสติกส์ ใครเป็นลูกค้า ใครเป็นผู้ให้บริการ?

    TTMoC หน้าหลัก ฟีเจอร์เด่น แพ็กเกจราคา ติดต่อเรา บทความ เข้าสู่ระบบ กระบวนการและขั้นตอนการวางแผนงานในธุรกิจขนส่งนั้นมีความเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้ง ทุกบทบาทต่างเป็น “ลูกค้า” และ “ผู้ให้บริการ” ของกันและกัน การทำความเข้าใจโครงสร้างของ ห่วงโซ่อุปทานโลจิสติกส์ (Supply Chain) อย่างถ่องแท้ จะช่วยให้คุณวางกลยุทธ์ทางธุรกิจและหาลูกค้าเป้าหมายได้แม่นยำขึ้น วันนี้เราจะมาสรุป 4 บทบาทสำคัญ พร้อมเรียงลำดับขั้นตอนและกลยุทธ์ของแต่ละฝ่ายอย่างละเอียดกันครับ 4 บทบาทสำคัญใน ห่วงโซ่อุปทานโลจิสติกส์ 1. Shipper & Consignee (ผู้ส่งสินค้า & ผู้รับสินค้า) เป้าหมายหลัก: วางแผนเพื่อขายสินค้าให้ได้ และส่งมอบอย่างราบรื่น กลุ่มนี้คือ “ต้นน้ำ” ของกระบวนการขนส่ง (ผู้นำเข้า-ส่งออก หรือเจ้าของสินค้า) การจะรักษาฐานลูกค้าไว้ มีขั้นตอนดังนี้: วิจัยตลาดและจับคู่คู่ค้า (Market Matching): Shipper ต้องหาว่า Consignee ต้องการอะไร (ราคา คุณภาพ หรือความเร็ว) กำหนดเงื่อนไขการส่งมอบ (Incoterms):…

  • วิธีคุมค่าน้ำมันรถขนส่งให้อยู่หมัด จบทุจริต เพิ่มกำไรบริษัท

    TTMoC หน้าหลัก ฟีเจอร์เด่น แพ็กเกจราคา ติดต่อเรา บทความ เข้าสู่ระบบ ในธุรกิจโลจิสติกส์ ต้นทุนที่สูงที่สุดและควบคุมยากที่สุดหนีไม่พ้น “ค่าน้ำมัน” ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 40-50% ของต้นทุนทั้งหมด ยิ่งราคาน้ำมันผันผวนมากเท่าไหร่ กำไรของบริษัทก็ยิ่งหดหายลงไปเท่านั้น การหา วิธีคุมค่าน้ำมันรถขนส่ง จึงกลายเป็นภารกิจอันดับแรกที่ผู้ประกอบการและผู้บริหารระดับสูงต้องรีบจัดการ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดและมีกำไรเติบโตครับ วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงปัญหาที่ทำให้ค่าน้ำมันบานปลาย พร้อมเทคนิคการจัดการและอุดรอยรั่วอย่างมืออาชีพ เพื่อให้ทุกหยดที่เติมเข้าไป ถูกแปลงเป็นกำไรกลับคืนมาสู่บริษัทคุณอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยครับ ทำไมการจัดการต้นทุนน้ำมัน ถึงเป็นเรื่องท้าทาย? หากคุณยังใช้ระบบกระดาษ หรือให้พนักงานนำบิลมาเบิกเงินสดแบบเดิมๆ คุณอาจกำลังเผชิญกับ “รอยรั่ว” ที่มองไม่เห็นเหล่านี้: การทุจริตน้ำมัน: ปัญหาคลาสสิกที่เจอกันทุกยุคสมัย เช่น การขโมยดูดน้ำมันออกจากถังไปขายต่อ หรือการนำบิลน้ำมันปลอมมาเบิกเงิน พฤติกรรมการขับขี่: พนักงานขับรถเร็วเกินกำหนด เบรกกะทันหัน หรือติดเครื่องยนต์จอดนอนทิ้งไว้เป็นเวลานาน ล้วนทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่าปกติ โดยเฉพาะรถบรรทุกที่ต้องลากตู้หนัก หากขับกระชากจะยิ่งกินน้ำมันมหาศาล ทุจริตบิลบวก (บิลผี): การฮั้วกับเด็กปั๊มเพื่อเขียนบิลเงินสดเกินกว่าจำนวนที่เติมจริง ซึ่งตรวจสอบได้ยากมากหากไม่มีระบบที่ดี 3 วิธีคุมค่าน้ำมันรถขนส่ง ให้ได้ผลจริงและยั่งยืน 1. กำหนดเกณฑ์การบริโภคน้ำมัน (KM/L) ให้ชัดเจน รถบรรทุกแต่ละประเภทและแต่ละยี่ห้อ มีอัตราการกินน้ำมันไม่เท่ากัน…

  • ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับ Waybill (ใบกำกับสินค้า) คืออะไร?

    TTMoC หน้าหลัก ฟีเจอร์เด่น แพ็กเกจราคา ติดต่อเรา บทความ เข้าสู่ระบบ ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับ Waybill ในวงการโลจิสติกส์ มีเอกสารมากมายที่หน้าตาคล้ายกันจนหลายคนสับสน หนึ่งในนั้นคือ “Waybill” (ใบกำกับสินค้า หรือ ใบกำกับการขนส่ง) ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ติดไปกับตัวรถบรรทุกหรือตัวสินค้า เพื่อบอกว่าสินค้านี้คืออะไร ต้นทางมาจากไหน และกำลังจะไปที่ไหนครับ วันนี้ TTMoC จะพาเถ้าแก่และพนักงานฝ่าย Operation มาเจาะลึกว่า Waybill มีหน้าที่อะไร แตกต่างจากเอกสารตัวอื่นอย่างไร และเราจะจัดการเอกสารเหล่านี้ให้เป็นระบบดิจิทัลได้อย่างไรครับ หน้าที่หลักของ Waybill คืออะไร? Waybill ไม่ใช่แค่กระดาษบอกทาง แต่เป็นเสมือน “บัตรประชาชนของสินค้า” และ “สัญญาการขนส่ง” ระหว่างผู้ส่งมอบและบริษัทรถบรรทุก โดยมีหน้าที่หลัก 3 อย่างครับ: 1. บอกรายละเอียดของสินค้า (Cargo Details) ในเอกสารจะระบุชัดเจนว่า สินค้าในตู้คอนเทนเนอร์หรือบนหางพ่วงคืออะไร น้ำหนักเท่าไหร่ มีจำนวนกี่ชิ้น เพื่อให้คนขับรถและจุดรับสินค้าสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ตรงกัน 2. เป็นคู่มือการเดินทาง (Routing…

  • สรุปให้! ภาษีธุรกิจขนส่ง หัก ณ ที่จ่าย 1% และ VAT คิดยังไงให้ถูกต้อง

    TTMoC หน้าหลัก ฟีเจอร์เด่น แพ็กเกจราคา ติดต่อเรา บทความ เข้าสู่ระบบ เรื่องภาษีเป็นของคู่กันที่มักสร้างความปวดหัวให้กับผู้ประกอบการเสมอ โดยเฉพาะมือใหม่ที่เพิ่งเปิดบริษัท เพราะการจัดการ ภาษีธุรกิจขนส่ง มีกฎเกณฑ์เฉพาะตัวที่แตกต่างจากการซื้อขายสินค้าทั่วไปอย่างชัดเจน นั่นคือเรื่องของ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 1% (Withholding Tax) และข้อยกเว้นเรื่อง VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ในบางกรณี วันนี้ TTMoC จะมาสรุปเรื่องภาษีสำหรับสายโลจิสติกส์ให้เข้าใจง่ายๆ เพื่อให้ฝ่ายบัญชีทำงานลื่นไหล และปลอดภัยจากการถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลังครับ ทำความเข้าใจ ภาษีธุรกิจขนส่ง : ค่าขนส่งต้องหัก 1% เสมอ! ตามกฎหมายของ กรมสรรพากร ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า “ค่าบริการขนส่งสินค้า” จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% เสมอ (ต่างจากค่าบริการทั่วไปที่หัก 3%) โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้: ผู้ว่าจ้าง (ลูกค้า) ที่เป็นนิติบุคคล จะเป็นคนหักเงิน 1% ของค่าขนส่งก่อนจ่ายเงินให้เรา ผู้ว่าจ้างต้องออก หนังสือรับรองการหักภาษี ณ…

  • ราคาศุลกากร (Customs Value) คืออะไร? สรุปวิธีคิดฉบับเข้าใจง่าย

    TTMoC หน้าหลัก ฟีเจอร์เด่น แพ็กเกจราคา ติดต่อเรา บทความ เข้าสู่ระบบ ราคาศุลกากร (Customs Value) คือ “ฐานมูลค่าของสินค้า” ที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรใช้เป็นตัวตั้งต้นในการคำนวณภาษีอากรขาเข้าและขาออกครับ หลายคนอาจจะคิดว่าศุลกากรเก็บภาษีจาก “ราคาสินค้าที่ซื้อขายกัน” (Invoice Price) เพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตามหลักสากล (GATT) การประเมินมูลค่าสินค้าจะต้องบวกค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่งเข้าไปด้วย สำหรับเถ้าแก่รถบรรทุกและฝ่าย Operation การเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้รู้ว่า สินค้าที่อยู่บนหลังรถของเรานั้นมีมูลค่าและค่าความเสี่ยงสูงแค่ไหน วันนี้ TTMoC จะพามาเจาะลึกว่ามูลค่านี้ประกอบด้วยอะไรบ้างครับ 3 องค์ประกอบหลักในการคิด ราคาศุลกากร (Customs Value) ในประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก กรมศุลกากรจะใช้ราคา CIF (Cost, Insurance, and Freight) เป็นฐานในการประเมินราคาศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้า ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ดังนี้ครับ: 1. Cost (ราคาสินค้า) คือมูลค่าของสินค้าตามที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้ (Commercial Invoice) ที่ผู้ซื้อจ่ายจริงให้กับผู้ขาย หรือพูดง่ายๆ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *